นำเสนองานวิจัยครั้งแรกที่ดินแดนมลายู

สุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “ท่องเที่ยวพันไมล์ดีกว่าอ่านหนังสือพันเล่ม” ซึ่งก็น่าจะจริง อย่างไรก็ตามประสบการณ์และความรู้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะแยกจากกัน รู้แต่ไม่เคยลงมือทำก็ไม่เข้าใจถ่องแท้ ลงมือทำโดยไม่รู้ก็อาจผิดพลาดได้ จากวันที่ ๑๔-๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๐ เป็นการเดินทางครั้งแรกของผมสู่ดินแดนมลายู (มาเลเชีย) แรก ๆ ที่เข้าไป ผมเห็นคนมาเลย์เชื้อสายจีน กับอินเดียเยอะมาก จนทำให้สงสัยว่าคนเหล่านี้มาที่นี่เมื่อไหร่ ซึ่งจากการถามไถ่ก็ทราบว่า คนเหล่านี้เข้ามาในมาเลย์หลายระลอก คนจีนบางตระกูลเข้ามาอยู่ในแถบนี้นับพันปีเลยทีเดียว คนอินเดียก็มาอยู่แถบนี้นานแล้วเช่นกัน ดูได้จากอิทธิพลอินเดียที่แสดงให้เห็นในงานพุทธศิลป์หรือศิลปะโบราณต่างๆ ซึ่งมีขึ้นอย่างน้อยก็ในยุคอาณาจักรศรีวิชัย เลยทีเดียว บ้างก็มาในยุคหลังไม่นานมานี้เอง เช่น อินเดียบางกลุ่มก็จะมาในยุคล่าอาณานิคม ในคราวที่อังกฤษครอบครองอินเดียและแถบมลายู ชาวจีนบางกลุ่มก็อพยพมาในช่วงที่จีนแผ่นดินใหญ่เกิดสงครามกัน

สำหรับคนที่ชอบเดินทางอย่างผม แต่ทรัพย์น้อย แน่นอนว่า..การเดินทางไปที่ใหม่ๆ ที่ที่ไม่คุ้นเคย และฟรี ย่อมทำให้ตื่นเต้น และดีใจที่จะได้เพิ่มประสบการณ์ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และนำความทรงจำที่ดีกลับมา สาเหตุหลักที่ได้ไปมาเลย์ครั้งนี้เพราะได้รับโอกาสให้ไปนำเสนอผลงานวิจัยที่ 1st International Young Buddhist Scholar Conference ที่จัดขึ้นโดยวัดถานเซียง และวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ ที่หอประชุมวัดถานเซียง ในรัฐปีนัง ซึ่งก็อีกนั่นแหล่ะ..เป็นครั้งแรกสำหรับการนำเสนอผลงานของผมในระดับนานาชาติและเป็นทางการแบบนี้

ผมนำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง ลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมไทยภายใต้อิทธิพลของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผมมาก ผมภูมิใจที่ได้ศึกษารากของไทยเรา และได้เผยแพร่ในระดับนานาชาติ ในงานวิจัยก็จะเน้นเรื่อง วิถีชีวิต ศิลปะ และ ภาษาไทย ที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนสุดท้ายในการขึ้นรายงานจึงทำให้ผมได้เรียนรู้และดูตัวอย่างจากคนที่ขึ้นรายงานก่อน ผมจึงเป็นหนึ่งในสี่ ที่ได้รับรางวัล Outstanding Young Scholar Award จาก ๒๐ ท่านที่มาจากนานาประเทศ ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าจะได้หรอก เพราะท่านที่ได้รับรางวัลร่วมกันล้วนมีประสบการณ์กันมาก่อนทั้งนั้น ซึ่งน่าจะเป็นผมคนเดียวที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นมวยวัดจับพลัดจับผลูขึ้นชกเวทีมวยอาชีพแล้วได้รางวัล แต่อย่างไรก็ตามผมก็ได้ฝึกฝนทุ่มเทให้กับงานวิจัยนี้พอสมควรก่อนขึ้นเวที และที่สำคัญยังมีอาจารย์ที่วิทยาลัยโดยเฉพาะ Prof. Tilak และอาจารย์ Dr.Krishna เมตตาให้คำแนะนำในการเขียนวิจัยบทนี้ด้วย จึงขอกราบขอบพระคุณท่านทั้งสองและท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามมา ณ ที่นี้ด้วย

หลังจากเสร็จสิ้นการสัมมนาก็มีการทัศนศึกษาเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม สังคม และประวัติศาสตร์ ของรัฐปีนังกับเหล่านักวิชาการรุ่นเยาว์ (ตามชื่อของการสัมมนา) ซึ่งจริงๆก็มีทั้งเยาว์น้อยเยาว์มาก เมื่อได้เดินทางร่วมกัน ถ่ายรูป ทานข้าว คุยกัน ถามไถ่ จึงได้เพื่อนเพิ่มอีกหลายประเทศเลย ดั่งคำสุภาษิตที่ว่า ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง จากการทัศนศึกษาก็ได้เรียนรู้ว่า พุทธศาสนาที่มาเลย์ส่วนมากจะเป็นนิกายมหายาน แต่เถรวาทอย่างบ้านเราก็มี ส่วนมากก็วัดไทย กับศรีลังกา แถมพม่าด้วย อย่างที่ทราบกันดีชาวมาเลย์มุสลิมถือเป็นพลเมืองชั้นหนึ่งของมาเชียอยู่ อย่างไรก็ตามทุกศาสนาต่างอยู่ร่วมกันอย่างสันติ วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ วิหารเทพเจ้าของฮินดู มัสยิด วิหารชาวซิกข์ ตั้งอยู่เรียงกัน เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน และหวังว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ

ท้ายที่สุดต้องขอกราบขอบพระคุณผู้จัดงาน ผู้ดำเนินงาน โดยเฉพาะท่าน Ven. Dr. Wei Wu พระภิกษุนิกายมหายาน เจ้าอาวาสวัดถานเซียง และประธานคณะกรรมการสภาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ ที่ได้อุทิศตนเองให้กับงานพระศาสนาและมอบโอกาสให้สั่งสมความทรงจำและประสบการณ์อันทรงคุณค่ากับพวกผม มา ณ โอกาสนี้
เรียบเรียงโดย จรูญ ไชยเบ้า นักศึกษา ป.เอก IBC