วัน เวลา ปฏิทิน ศักราช สงกรานต์

เป็นที่ทราบกันดีว่าปีใหม่ไทยก็คือสงกรานต์ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี กิจกรรมที่โดดเด่นในเทศกาลนี้ก็คงไม่พ้นการเล่นน้ำ สาดน้ำกัน เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากเล่นน้ำแล้วก็ยังกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆอีกมากมาย เช่นรำวง ทำบุญ รดน้ำดำหัว สรงน้ำพระ หลังๆ รู้สึกจะมีเต้นด้วย และปีนี้เป็นปีแรกที่วิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติจัดให้มีการสรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ของวิทยาลัยฯ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ควรจะรักษาสืบทอดไว้ชั่วลูกชั่วหลาน มีความอ่อนน้อม ความเคารพ ความเมตตา ประกอบประสานกันในกิจกรรมนี้ เด็กอ่อนน้อม ผู้ใหญ่เมตตา และผมก็เชื่อว่าคนสมัยก่อนก็คงคิดไม่ต่างจากผมมากนัก ประเพณีสงกรานต์จึงตกทอดมาถึงรุ่นเรา

จะว่าไปแล้วปีใหม่ช่วงสงกรานต์ก็ไม่ได้มีเฉพาะในไทยอย่างเดียว ผมมารับรู้จากเพื่อนนักศึกษาชาวต่างชาติ และสื่อต่างๆ ว่า ที่บ้านเขาก็มีการจัดปีใหม่เหมือนกัน เช่น ลาว กัมพูชา ศรีลังกา พม่า อินเดีย บังคลาเทศและจีนบางพื้นที่ บ้างก็สาดน้ำ บ้างก็สาดสี บ้างก็ไม่สาดอะไร แล้วแต่ว่าเขาจะจัดกันอย่างไร

เพราะหลายประเทศมีปีใหม่ท้องถิ่นในช่วงเดียวกัน จึงเกิดคำถามว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เมื่อมีคำถามจึงควรจะมีคำตอบ การนำวิธีการคำนวณ วัน เวลา ปฏิทิน ศักราชมาใช้ร่วมกัน น่าเป็นสาเหตุที่ทำให้มีปีใหม่ร่วมกัน การคิดค้นประดิษฐ์ปฏิทิน กำหนด เวลา ชื่อวันเดือนปี ฤดูนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ในสมัยโบราณคนไทยกำหนดเวลากันอย่างคร่าวๆ เป็นต้นว่าเวลาพระอาทิตย์ขึ้น เรียกว่า ย่ำรุ่ง เวลาพระอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะเรียกว่า เที่ยงวัน  เวลาพระอาทิตย์ตกเรียกว่า ย่ำค่ำ และเวลากึ่งกลางระว่างย่ำค่ำกับย่ำรุ่งเรียกว่า เที่ยงคืน ลองจินตนาการดูว่า หากปัจจุบันนี้ไม่มีนาฬิกาและมาตราเวลาดังที่เราใช้กันอยู่ แล้วต้องนัดประชุมกันเวลาย่ำค่ำ แล้วประชุมเสร็จก็ต้องกลับบ้านตอนย่ำค่ำ ก็คงสับสนวุ่นวายกันอยู่ไม่น้อย

เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวอียิปต์โบราณก็ใช้ปฏิทินจันทรคติสังเกตดาวซิริอุส (Sirius) ที่สว่างสุดบนท้องฟ้าตอนกลางคืนเป็นตัวกำหนดเวลา เช่นหากเมื่อใดเห็นดาวชิริอุสอยู่บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแสดงว่าแม่น้ำไนล์จะเริ่มเอ่อล้น และเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลการเพราะปลูก แต่หากช่วงใดดาวซิริอุสไม่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน แสดงว่าช่วงนั้นเป็นฤดูร้อน1 กล่าวง่ายๆ ก็คือว่าคนสมัยก่อนจะต้องสังเกตธรรมชาติ การโคจรของดวงดาว พระจันทร์ และพระอาทิตย์ นับแรมเดือน แรมปี นับศตวรรษ จึงจะได้ปฏิทินมาใช้ สำหรับในแถบเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้แล้ว อินเดียและจีนเป็นอู่อารยธรรมใหญ่ๆ แต่ถ้าหากพูดถึงศาสนา อินเดียย่อมมีอิทธิพลมากกว่าจีนแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธรึพราหมณ์ก็เกิดที่อินเดีย เรื่องดาราศาสตร์ก็เช่นกัน เช่นคัมภีร์สุริยยาตร์ก็มีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย ใช้ทำปฏิทินดวงดาว (Ephemeris) หรือปฏิทินโหรรายปี และสำหรับในการทำกราฟแผนที่ดาว ผูกดวง (ดาว) และเป็นหลักในการเทียบทำปฏิทินจันทรคติไทย มาแต่อดีต2 และหลายประเทศในแถบนี้ก็คงใช้คัมภีร์นี้เป็นหลักเกณฑ์เช่นกัน เพราะไม่ต้องไปคิดค้นใหม่ให้ปวดหัว

เมื่อกล่าวถึงเรื่องศักราชที่ไทยเราใช้ในราชการก็มีการเปลี่ยนมาหลายครั้งอยู่ เราไม่ได้ใช้พุทธศักราชเหมือนที่เราใช้กันทุกวันนี้ตั้งแต่แรก เพราะตามหลักฐานต่างๆสมัยสุโขทัยเราใช้มหาศักราช ซึ่งเป็นศักราชที่ใช้ตามปีครองราชย์ของ พระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ผู้อุปถัมถ์พุทธศาสนานิกายมหายานที่ปกครองอาณาจักรกุษาณะ ต่อมาในสมัยอยุธยาหลังเสียกรุงครั้งที่ ๑ จนถึง ร.๕ แห่งรัตนโกสินทร์เราใช้ จุลศักราช ต่อมาใช้รัตนโกสินทร์ศก จนมาถึง ร. ๖ พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่เราเริ่มใช้พุทธศักราชจนถึงปัจจุบัน ส่วนวันปีใหม่ก็มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นระยะเช่นกัน จนมาถึงการให้วันที่ ๑ มกราคมของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่งปรับตามปฏิทินเกรกรอเรียนของตะวันตกอันถือว่าเป็นปีใหม่สากล ในช่วงที่เราใช้จุลศักราชนั้น ปีใหม่จะอยู่ในวันเถลิงศกก็คือช่วงสงกรานต์ การใช้จุลศักราชได้รับอิทธิพลจากพม่า สันนิษฐานว่าศักราชนี้นับจากปีขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ปยูหรือผิว ที่ปกครองในดินเดนศรีเกษตร ซึ่งปัจจุบันคือภาคกลางของพม่า และใช้สืบต่อจนถึงสมัยอาณาจักรพุกาม จนกระทั่งมาถึงเขตพื้นที่ที่เลือกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน ๑๖ เมษายนปี พ.ศ. ๒๕๖๑ คือวันขึ้นปีใหม่ของปีจุลศักราชที่ ๑๓๘๐ สำหรับปีจุลศักราชน่าจะได้รับอิทธิพลจากปฏิทินแบบจันทรคติของชาวฮินดู อินเดีย และน่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้นี่เองที่หลายประเทศในแถบนี้มีปีใหม่ท้องถิ่นในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าหลายอย่างในประเทศแถบนี้มีรากวัฒนธรรมร่วมกัน สวัสดีปีใหม่ครับ

เรียบเรียงโดย จรูญ